
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดเซลล์ B ขนาดใหญ่แบบกระจาย (DLBCL), มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดเซลล์ B เกรดสูง (HGBL) และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดเซลล์ B ขนาดใหญ่ในช่องอกแบบปฐมภูมิ (PMBCL) เกิดจากเซลล์ B ที่กลายพันธุ์ซึ่งเพิ่มจำนวนจนควบคุมได้ยาก มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง1,2
แม้ว่า DLBCL, HGBL และ PMBCL ล้วนเริ่มต้นจากเซลล์ B ที่กลายพันธุ์ (จึงเรียกว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดเซลล์ B) แต่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดเซลล์ B เหล่านี้ก็มีความแตกต่างกัน
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรงยังสามารถพัฒนาจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไป (รุนแรงน้อยกว่า) ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้ เราจะเรียกว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่น DLBCL ชนิดรุนแรงสามารถพัฒนาจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฟอลลิเคิลแบบค่อยเป็นค่อยไป5 ทั้งนี้ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฟอลลิเคิลมักจะโตช้าและเกิดขึ้นในต่อมน้ำเหลืองหลายตำแหน่งของร่างกายหรือในไขกระดูก3

ในสิงคโปร์ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 4 ในผู้ชาย และเป็นอันดับ 5 ในผู้หญิง ในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2017 ถึง 2021 มีรายงานผู้ป่วยมากกว่า 5,000 รายในสิงคโปร์6
DLBCL เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่พบบ่อยที่สุด3,7 ความเสี่ยงในการเกิดโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉลี่ยแล้วอายุที่ได้รับการวินิจฉัยจะอยู่ที่ประมาณ 65 ปี (แต่คนอายุน้อยกว่านี้ก็สามารถป่วยเป็นโรค DLBCL ได้เช่นกัน)3 โดยรวมแล้ว ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะป่วยเป็นโรค DLBCL มากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย8
HGBL คิดเป็นเพียงเกือบหนึ่งในสิบของเคสผู้ป่วย DLBCL ทั้งหมด9 PMBCL ยังได้รับการวินิจฉัยน้อยกว่าเคสผู้ป่วย DLBCL: คิดเป็นประมาณ 2–4% ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองน่อนฮอดจ์กินทั้งหมด และมักเกิดขึ้นในสตรีอายุน้อยในช่วงอายุ 30 หรือ 40 ปี10
ยังไม่มีความชัดเจนว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกิดจากสาเหตุอะไร อย่างไรก็ตาม มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในดีเอ็นเอของเซลล์เม็ดเลือดขาวบางเซลล์ที่เรียกว่าลิมโฟไซต์ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เซลล์ขยายตัวอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก11
แม้ว่ายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่ปัจจัยบางอย่างอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคนี้ได้ ปัจจัยเหล่านั้นได้แก่:11,12
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับพัฒนาการของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้จาก ที่นี่.
ต่อมน้ำเหลืองบวมที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ มักเป็นอาการในระยะเริ่มแรกที่คนสังเกตเห็น บางคนอาจสังเกตเห็นก้อนหรือก้อนที่โตไม่หายหรือมีขนาดใหญ่ขึ้น12
ตำแหน่งที่เกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาจทำให้เกิดอาการอื่น ๆ ซึ่งรวมถึง:13
ต่อมน้ำเหลืองและม้ามมักโตใน DLBCL7 หาก DLBCL ลามไปยังไขกระดูก เซลล์เม็ดเลือดอาจผลิตได้ไม่เป็นปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะต่อไปนี้:14
ผู้ป่วย DLBCL บางรายมีอาการเพิ่มเติม (อาการ B) เช่น มีไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ8

PMBCL เกิดขึ้นในช่องกลางทรวงอก ซึ่งก็คือบริเวณกลางทรวงอกด้านหลังกระดูกหน้าอก เมื่อเนื้องอกโตขึ้น เนื้องอกอาจกดทับอวัยวะใกล้เคียง เช่น หลอดลม (ทางเดินหายใจที่นำไปสู่ปอด) หรือหลอดเลือดขนาดใหญ่3 แรงกดดังกล่าวอาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น:3
หากสงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เช่น DLBCL หรือ PMBCL แพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด แพทย์จะตรวจหาสัญญาณต่าง ๆ เช่น ต่อมน้ำเหลืองบวม ตับหรือม้ามโต เนื่องจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถส่งผลกระทบได้มากกว่าแค่ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใต้ผิวหนังโดยตรงเท่านั้น จึงอาจต้องตรวจเพิ่มเติม7 การตรวจเหล่านี้อาจรวมถึง:7
การแบ่งระยะของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีความสำคัญต่อการประเมินการพยากรณ์โรค (แนวโน้ม) ของผู้ป่วย และแนวทางในการตัดสินใจรักษา7
แพทย์ใช้การตรวจวินิจฉัย เช่น การตรวจร่างกาย การตรวจด้วยภาพ และการตรวจชิ้นเนื้อ เพื่อระบุว่าอวัยวะส่วนใดของร่างกายที่ได้รับผลกระทบจาก DLBCL เมื่อดูจากผลการตรวจเหล่านี้ โรคจะถูกแบ่งเป็นระยะตามระบบ Ann Arbor Classification ซึ่งช่วยอธิบายว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองลุกลามมากน้อยเพียงใด7,15
ระยะของโรคที่ได้จาก Ann Arbor Classification สามารถสรุปได้ดังนี้:7,15
ระยะที่ 1: เกี่ยวข้องกับต่อมน้ำเหลืองในบริเวณเดียว
ระยะที่ 2: เกี่ยวข้องกับต่อมน้ำเหลืองสองบริเวณขึ้นไปที่ด้านเดียวกันของกะบังลม
ระยะที่ 3: เกี่ยวข้องกับต่อมน้ำเหลืองหรือโครงสร้างบนทั้งสองด้านของกะบังลม
ระยะที่ 4: เกี่ยวข้องกับอวัยวะที่มีการกระจาย เช่น ไขกระดูกและ/หรือตับ

นอกเหนือจาก Ann Arbor Classification แล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สามารถมีผลต่อการตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรักษาได้อีกด้วย ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้มองเห็นภาพการพยากรณ์โรคของผู้ป่วย (แนวทางการรักษาที่เป็นไปได้) ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น15
ดัชนีการพยากรณ์โรคระหว่างประเทศ (International Prognostic Index, IPI) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคาดการณ์โอกาสที่ผู้ป่วยจะฟื้นตัว หรือประเมินว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อการรักษามาตรฐานได้ดีเพียงใด ปัจจัยเสี่ยงที่จะนำมาพิจารณามีดังนี้:15
ระดับความเสี่ยงของผู้ป่วยจะแบ่งตามจำนวนปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ต่ำ ต่ำปานกลาง สูงปานกลาง หรือสูง15

ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รวมถึง DLBCL ควรได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ประจำอยู่ในแผนกเฉพาะทางภายในโรงพยาบาล คลินิก หรือคลินิกเฉพาะทาง7,16
แผนการรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หากเริ่มการรักษาในระยะเริ่มต้นของโรคนี้ ประมาณ 65% ของผู้ป่วยจะยังมีชีวิตอยู่หลังจาก 5 ปีนับจากได้รับการวินิจฉัย12 การที่ DLBCL เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรงและลุกลามเร็ว ยิ่งทำให้ต้องเริ่มการรักษาโดยเร็วที่สุดหลังจากแพทย์วินิจฉัยแล้ว12,13

การรักษาตามมาตรฐานสำหรับ DLBCL คือเคมีบำบัดและภูมิคุ้มกันบำบัด ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรงอาจได้รับการบำบัดแบบเข้มข้นน้อยลง เช่น ไม่รวมยาบางชนิดในแผนการรักษาหรือลดขนาดยาลง13
การรักษา PMBCL โดยทั่วไปจะอิงกับการรักษา DLBCL เมื่อเริ่มการรักษาขั้นต้น17
การรักษา HGBL จะแตกต่างกันออกไปตามการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในบางลักษณะ (ส่วนของยีนสลับตำแหน่งภายในโครโมโซม) ที่ปรากฏ เมื่อคุณได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคนี้ แพทย์จะทำการทดสอบบางอย่างเพื่อดูชนิดของ HGBL เมื่อได้ผลการทดสอบแล้ว แพทย์อาจแนะนำวิธีการรักษาด้วยเคมีบำบัดและภูมิคุ้มกันบำบัด การฉายรังสี หรือการทดลองทางคลินิกประเภทต่าง ๆ18
การรักษา DLBCL, PMBCL หรือ HGBL ที่กลับมาเป็นซ้ำ (กลับมาอีก) หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา (ดื้อต่อการรักษาเบื้องต้น) จะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุของผู้ป่วย สุขภาพโดยรวม และช่วงเวลาที่กลับมาเป็นซ้ำ8,18
สำหรับผู้ป่วยที่กลับมาเป็นซ้ำในภายหลัง (หลังจากการรักษาเบื้องต้นแล้วมากกว่า 12 เดือน) การรักษาโดยทั่วไปจะประกอบด้วย:8,18
ผู้ป่วยที่กลับมาเป็นซ้ำในช่วงแรก (หลังจากการรักษาเบื้องต้นแล้วไม่ถึง 12 เดือน) มักได้รับคำแนะนำให้ทำการรักษาด้วย CAR T หรือเข้าร่วมการทดลองทางคลินิก18
ทั้งการรักษาด้วย CAR T และการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากร่างกายผู้ป่วยเองล้วนมีเป้าหมายเพื่อรักษาโรคนี้ แต่นี่ก็ไม่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน18
ในกรณีของผู้ป่วยที่ไม่เหมาะที่จะรับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ทางเลือกในการรักษามีดังนี้:8,18
หากคุณมี PMBCL ที่กลับมาเป็นซ้ำหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา แพทย์อาจเสนอให้รักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดแทนการรักษาด้วยเซลล์ CAR T หรือการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด18
หลังการรักษาสิ้นสุดลง แพทย์จะทำการตรวจร่างกายครั้งสุดท้ายเพื่อประเมินว่าผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาได้ดีเพียงใด17 หากไม่พบเนื้องอกจากการตรวจด้วยภาพอีก อาจถือว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะสงบของโรคโดยสมบูรณ์แล้ว เมื่อถึงจุดนี้ โปรแกรมติดตามผลจะเริ่มต้นขึ้น17
การดูแลเพื่อติดตามผลหลังการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ โปรแกรมดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อ:17
ในระหว่างการพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษา แพทย์จะเน้นที่:17

การตรวจสอบประวัติการรักษาของคุณและทำการตรวจร่างกาย

การทดสอบภายในห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาความผิดปกติใด ๆ

การแนะนำขั้นตอนการตรวจภาพเพิ่มเติม เช่น อัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์ หากจำเป็น โดยพิจารณาจากสภาพร่างกายของคุณเป็นหลัก
การรักษาตารางการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอมีคาวมสำคัญต่อการติดตามสุขภาพของคุณ ตารางการติดตามผลโดยทั่วไปคือ:17
โปรดปรึกษาเรื่องตารางการติดตามผลกับแพทย์ของคุณเนื่องจากความถี่ในการติดตามผลอาจแตกต่างกัน
References: