มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นคำที่ใช้เรียกมะเร็งในระบบน้ำเหลือง (โครงข่ายของเนื้อเยื่อ หลอดเลือด และอวัยวะที่
ช่วยให้ร่างกายจัดการกับการติดเชื้อ) มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามะเร็งเม็ดเลือด เนื่องจากโรคนี้เริ่มต้น
จากเซลล์เม็ดเลือดขาว (ลิมโฟไซต์) ในระบบน้ำเหลือง ซึ่งจะลุกลามจนควบคุมไม่ได้และทำงานไม่ถูกต้องอีกต่อไป1,2
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กินและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
น่อนฮอดจ์กิน1,2
มะเร็งเม็ดเลือดเป็นการผสมผสานระหว่าง “โลหิตวิทยา” (การศึกษาเกี่ยวกับเลือด) และ “มะเร็งวิทยา” (การศึกษา
เกี่ยวกับมะเร็ง) การแพทย์สาขานี้จะเน้นที่โรคมะเร็งเม็ดเลือด หลัก ๆ คือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งเม็ดเลือดขาว นักโลหิตวิทยาหรือแพทย์สาขาโลหิตวิทยาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่วินิจฉัยและรักษามะเร็งเหล่านี้3 โดยใช้วิธีการต่าง ๆ ในการรักษา เช่น เคมีบำบัด การใช้ยารักษามะเร็งอย่างตรงจุด และบางครั้งอาจมีการฉายรังสี เพื่อรักษาและต่อสู้กับโรค นักโลหิตวิทยาหรือแพทย์สาขาโลหิตวิทยามักจะทำงานร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงศัลยแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษา เพื่อจัดทำแผนการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย3–6
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กินและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
น่อนฮอดจ์กิน1,2
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กินจำแนกได้จากการตรวจพบเซลล์ผิดปกติขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเซลล์ Reed-Sternberg ในต่อมน้ำเหลือง มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้พบได้น้อย โดยคิดเป็นประมาณ 10% ของเคสผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
ทั้งหมด7
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองน่อนฮอดจ์กินพบได้บ่อยกว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน และสามารถแบ่งย่อยออกเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง (ลุกลามเร็ว) หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไป (ลุกลามช้า)7,8 โดยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองน่อนฮอดจ์กินชนิดรุนแรงรวมถึงมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด diffuse large B-cell lymphoma (DLBCL) ในขณะที่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองน่อนฮอดจ์กินชนิดค่อยเป็นค่อยไปได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด follicular lymphoma (FL) ในบางเคส มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไปอาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรงได้9

ระบบน้ำเหลืองของมนุษย์1,2,10
ระบบน้ำเหลืองเป็นส่วนที่สำคัญของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ประกอบด้วยอวัยวะ หลอดเลือด และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย หน้าที่หลักข้อหนึ่งของระบบน้ำเหลืองคือการผลิตและปล่อยเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า
ลิมโฟไซต์ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อและสารแปลกปลอมอื่น ๆ ระบบน้ำเหลืองแตกต่างจากอวัยวะแต่ละอวัยวะ (เช่นหัวใจของคุณ) เนื่องจากระบบนี้ประกอบด้วยส่วนประกอบหลายส่วนที่ทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคและรักษาสมดุลของของเหลว1,2,10
ระบบน้ำเหลืองประกอบด้วย:1,2,10
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในระหว่างที่มีการแบ่งเซลล์ ในเกือบทุกกรณี เราไม่สามารถระบุถึงสาเหตุได้ แต่เชื่อกันว่าปัจจัยทางพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อมบางลักษณะอาจเพิ่มความเสี่ยงได้1,2
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง1, 2, 11-13

ในสิงคโปร์ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 4 ในผู้ชาย และเป็นอันดับ 5 ในผู้หญิง ในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2017 ถึง 2021 มีรายงานผู้ป่วยมากกว่า 5,000 รายในสิงคโปร์7 สำหรับการเปรียบเทียบ:
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กินพบมากที่สุดในผู้ที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 40 ปีและ 55 ปีขึ้นไป7
สำหรับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองน่อนฮอดจ์กินนั้นมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการวินิจฉัยโรคนี้เมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป7
ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นประจำ มักมีการวินิจฉัยโรคเมื่อตรวจพบอาการทั่วไปบางอย่างของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เช่น มีไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ต่อมน้ำเหลืองบวม ผิวหนังเป็นปื้นแดงและคัน หายใจถี่ อ่อนเพลียเรื้อรัง หรือไม่มีแรง/เหนื่อย7
หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แพทย์จะตรวจร่างกายและทำการทดสอบต่าง ๆ เพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย7,14


เซลล์ B และเซลล์ T เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่าลิมโฟไซต์ เซลล์ทั้งสองทำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับโรคและการติดเชื้อได้ เซลล์ B และเซลล์ T พัฒนาจากเซลล์ในไขกระดูกและเจริญเติบโตในตำแหน่งต่าง ๆ: เซลล์ B เจริญเติบโตในไขกระดูก ในขณะที่เซลล์ T เจริญเติบโตในต่อมไทมัส18–20
เซลล์ T เชี่ยวชาญในการฆ่าแอนติเจนที่เข้าสู่ร่างกาย ในขณะที่เซลล์ B มีบทบาทสำคัญในการผลิตแอนติบอดี18-22
คำย่อ:
CAR: Chimeric Antigen Receptor หรือตัวรับแอนติเจนที่มีพันธุกรรมดัดแปลง
HIV: Human Immunodeficiency Virus หรือเชื้อไวรัสที่ทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำลาย
References: